รายงานข่าวล่าสุดในวันพุธ ( 15 ก.ค.) จากกรุงมอสโก ระบุว่า เดนิส วาเลนติโนวิช มันตูรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของสหพันธรัฐรัสเซียออกมาแถลงด้วย ตัวเองว่า รัฐบาลรัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน มีความคาดหวังว่า รัฐบาลไทยจะสมัครเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเขตการค้าเสรีของกลุ่มประเทศ EEU ในเร็ว ๆ นี้ และคาดว่า น่าจะได้เห็นความชัดเจนเรื่องสมาชิกภาพของไทยในกลุ่มความร่วมมือดังกล่าว ก่อนสิ้นปี 2015 นี้ มันตูรอฟ ในวัย 46 ปี ซึ่งเข้ารับหน้าที่เจ้ากระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของรัสเซีย มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2012 ออกมาเปิดเผยเรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการหารือกับคณะ กรรมาธิการร่วมรัสเซีย – ไทย ว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีในวันพุธ ( 15 ก.ค.) โดยระบุ ที่ผ่านมารัฐบาลไทยภายใต้การนำของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ยืนยันกับทางการรัสเซียว่า ไทย “สนใจ” เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (อีอียู) อย่างเป็นทางการ http://manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000080468
งานนี้ ยกมือเชียร์เต็มที่ รัสเซีย-จีน ใช่ใครอื่นไกล สองชาตินี้ ถ้าเทียบกับอเมริกากับอียู ผู้นำจีนกับรัสเซีย ยังมีมนุษยธรรมสูงกว่าชาติมหาอำนาจในกลุ่มนาโต้บางชาติ งานนี้ไทยน่าจะได้มากกว่าการเข้าร่วม TPP แน่นอน
ทูตสหรัฐฯ แจงปมแสดงความเห็นก.ม.ไทย หากกระทบการค้าขึ้นอยู่กับรบ. วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 เวลา 13:54:00 น. (30 พ.ย.58) นายกลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และนางคริสติน่า คาวิน ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ ได้แถลงข่าวเรื่องความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและประเทศไทย นายกลินกล่าวถึงการเดินทางเยือนทวีปเอเชียครั้งที่ 9 ของประธานาธิบดีบารัค โอบามา เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยระบุว่าแสดงถึงความตั้งใจของสหรัฐในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับภูมิภาคนี้ ซึ่งมีเวทีพหุภาคีที่สำคัญ ทั้งเอเปคและอาเซียน ซึ่งไทยมีบทบาทนำในทั้งสองเวทีความร่วมมือ และอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมโยงกับหลายประเทศ ซึ่งในปีนี้ สหรัฐกับอาเซียนตกลงจะพัฒนาความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาการต่อต้านการก่อการร้าย รวมถึงการหารือถึงความมั่นคงในน่านน้ำที่เกี่ยวข้อง และการพัฒนาด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อให้ประชาชนในภูมิภาคได้แสดงออกอย่างเต็มประสิทธิภาพด้วย โดยในขณะนี้ประธานาธิบดีโอบามาอยู่ระหว่างการเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 21 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งสหรัฐ ยินดีที่หลายประเทศ รวมถึงไทย ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว โดยจะผลักดันให้เกิดความตกลงเรื่องการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว ผ่านการมีข้อเสนอเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับประเทศต่างๆ และให้ความช่วยเหลือประเทศยากจน ซึ่งไทย ในฐานะประธานกลุ่ม 77 ถือว่ามีบทบาทสำคัญในปีนี้ด้วย ในประเด็นความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ "ทีพีพี" นั้น นายกลิน กล่าวว่าเป็นความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในอนาคต ที่มีการกำหนดมาตรฐานสูงสำหรับประเทศที่จะเข้าร่วม ให้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน การดูแลสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใสในภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ การบังคับใช้กฎหมายด้านสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา และการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างเสรี ทั้งนี้นอกจากจะเป็นการลดอัตราทางภาษีสำหรับด้านการค้าแล้ว ยังเป็นเป็นการพัฒนาคุณภาพและสิทธิประโยชน์ของแรงงานและผู้บริโภคด้วย โดยเรื่องนี้ สหรัฐยินดีที่ไทยแสดงความสนใจในการเข้าร่วมกับทีพีพี และหากมีการแสดงความจำนงอย่างเป็นทางการก็พร้อมจะช่วยเร่งประสานในเรื่องของกระบวนการ อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนในขณะนี้ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณารับรองของชาติสมาชิก 12 ประเทศ ดังนั้น การเปิดรับสมัครสมาชิกเพิ่มนั้นอาจยังไม่เกิดขึ้นเร็วๆนี้ จึงถือว่าไทยมีเวลาในการพิจารณาข้อตกลงว่าจะเป็นประโยชน์กับไทยหรือไม่ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ กล่าวด้วยว่า ในข้อกังวลเรื่องสิทธิบัตรยาของทีพีพีที่อาจทำให้ราคายาแพงขึ้นนั้น ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของไทยจะเข้าร่วมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมทางเภสัชกรรมของไทยถือว่ามีการพัฒนาอย่างมาก และข้อตกลง ทีพีพี นั้น เกิดขึ้นจากการตกลงร่วมกันระหว่างชาติสมาชิก 12 ประเทศ ซึ่งต่างเห็นตรงกันว่าเป็นประโยชน์ โดยประเทศไทยสามารถพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบได้ก่อนจะตัดสินใจ ส่วนอุปสรรคของไทยในการเข้าร่วมทีพีพีนั้น นายกลิน กล่าวว่า ในข้อตกลงมีมาตรฐานที่สูงในหลายหัวข้อ ซึ่งรวมถึงด้านแรงงาน ที่ไทยต้องปฏิบัติตามด้วย อย่างไรก็ตาม การที่ไทยถูกจัดให้อยู่ใน เทียร์3 ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ รวมถึงสถานการณ์การเมืองในไทยนั้น ไม่มีผลกระทบต่อการเข้าร่วมทีพีพีของไทยแต่อย่างใด นอกจากนี้ นายกลิน ยังกล่าวย้ำด้วยว่าข้อตกลงทีพีพี ไม่ใช่การแข่งขันการมีอิทธิพลในภูมิภาคระหว่างสหรัฐกับจีน และสหรัฐยินดีที่ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน ซึ่งความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐนั้น ก็มีความผูกพันมาอย่างยาวนานและลึกซึ้ง ตนจึงไม่เคยรู้สึกว่าได้เสียประเทศไทยไปในฐานะพันธมิตร แต่สิ่งที่สหรัฐหวัง คือให้ไทยกลับมามีบทบาทสำคัญในภูมิภาคและในโลกอีกครั้ง ซึ่งการทำเช่นนั้นได้ ต้องให้ไทยกลับสู่ประชาธิปไตยได้ตามที่รัฐบาลประกาศ ซึ่งตนคาดหวังว่าจะเป็นเช่นนั้นได้ เพราะไทยเคยแสดงให้เห็นในอดีต ว่าสามารถแสดงปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจมาได้หลายครั้ง ทูตสหรัฐ ยังกล่าวถึงกรณีที่ได้แสดงความคิดเห็น ถึงการบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าตนได้แสดงความเห็นเนื่องจากต้องการเห็นคนไทยสามารถมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นอย่างสงบได้ในทุกประเด็นเท่านั้นซึ่งสหรัฐคงไม่มีการหารือในประเด็นนี้อีก ส่วนที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การแสดงความเห็นนี้อาจกระทบกับการค้าระหว่าง 2 ประเทศ นั้น ทูตสหรัฐ ระบุว่าขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่าการค้ากับการเมืองนั้นไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ส่วนตัว ตนมีความเคารพต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างมาก และได้ประดับพระบรมฉายาลักษณ์ ที่ทรงฉายพระรูปร่วมกับนายเอลวิส เพรสลี่ย์ ไว้ที่บ้านด้วย เนื่องจากแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ยาวนานของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ ตนจะเข้าร่วมกิจกรรมปั่นเพื่อพ่อด้วย แต่อาจปั่นได้ไม่ครบทั้งหมดเพราะไม่ค่อยได้ฝึก ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1448864773 พลิกป๊าบเลย 5555
มันไม่มีทางพลิกลิ้นหรอกครับ เพียงแต่หาทางลดอุณหภูมิคนต่อต้านมันมากกว่า เพื่อไทยเพิ่งจะมี"สอสอ"อะไรอีกคนเนี่ยแหล่ะ ออกมาโจมตีเรื่อง"โรดโชว์"ที่ญี่ปุ่น ว่าไปทำไม สหรัฐจะตัดจีเอสพีอยู่รอมร่อ แล้ว "เกรวี่" ออกมาพูดอย่างนี้ "...โดยเรื่องนี้ สหรัฐยินดีที่ไทยแสดงความสนใจในการเข้าร่วมกับทีพีพี และหากมีการแสดงความจำนงอย่างเป็นทางการก็พร้อมจะช่วยเร่งประสานในเรื่องของกระบวนการ อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนในขณะนี้ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณารับรองของชาติสมาชิก 12 ประเทศ ดังนั้น การเปิดรับสมัครสมาชิกเพิ่มนั้นอาจยังไม่เกิดขึ้นเร็วๆนี้ จึงถือว่าไทยมีเวลาในการพิจารณาข้อตกลงว่าจะเป็นประโยชน์กับไทยหรือไม่..."
ผมคิดว่าอเมริกาคงกลัวว่าหากไทยไปคุยการค้ากับรัสเซียมากกว่า เพราะ ทีพีพี เราเสียเปรียบเรื่องสิทธิบัตรยา ที่มา http://www.dailynews.co.th/politics/364157
ส่วนตัวผมเอง คิดว่าไม่ใช่แน่นอนครับเรื่องที่"เกรวี่"จะพลิกล้ิน อเมรกาเองก็คงไม่สนใจเรื่องไทยจะไปจับมือกับรัสเซีย มัน"แท๊คทีม"กันเล่นเลยนะครับ “พิชัย” พบ“มาร์ค เค้นท์” แลกเปลี่ยน ระบุ “สภาคองเกรส”เชิญร่วมงาน Prayer Breakfast วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 เวลา 15:11:54 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 30 พ.ย. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊ก ว่า “วันนี้ ฯพณฯ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย นายมาร์ค เค้นท์ ได้เชิญนายพิชัยไปร่วมทานข้าวกลางวันที่สถานทูตอังกฤษ เพื่อสนทนาทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทย และแนวนโยบายทางเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศในอนาคตของพรรคเพื่อไทย ตลอดจนความร่วมมือของประเทศไทยกับสหราชอาณาจักรในอนาคต” “ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สมาชิกสภาคองเกรสได้ส่งจดหมาย เชิญนายพิชัย นริพทะพันธุ์ เข้าร่วมงาน 64th Prayer Breakfast ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในช่วงต้นปีหน้า ที่มีประธานาธิบดีสหรัฐพร้อมทั้งสมาชิกสภาคองเกรสเกือบทั้งหมดเข้าร่วมในงานนี้ โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังแบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะอนุญาตให้นายพิชัยเดินทางไปร่วมงานหรือไม่ ซึ่งประจวบกับการที่สหรัฐอาจจะพิจารณาตัดสิทธิพิเศษทางการค้า (จีเอสพี) ของสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐในช่วงต้นปีหน้าเช่นกัน" “โดยก่อนหน้านี้ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นายกลิน เดวี่ส์ ได้ออกมาตำหนิปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย พร้อมทั้งเร่งประเทศไทยให้กลับสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว” http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1448867653
อย่าปล่อยให้ เสื้อแดงเดินสาย ต้องเด็ดขาด อย่าลืมว่า ท่านเป็นรัฐบาลเผด็จการ ทำก็โดนด่า ไม่ทำก็โดนด่า ไหนๆ ก็โดนด่า ก็ขอให้ทำเสียไม่ต้องเกรงใจกัน เด็ดปีกให้หมด จับเข้าซังเต ตั้งข้อหา ตรวจสอบพฤจิกรรมผมเชื่อว่าคนพวกนี้มีอะไรที่ทำผิดกฎหมายแน่นอน
"ประเพณีตีงูให้หลังหัก มันก็มักทำร้ายเมื่อภายหลัง จรเข้ใหญ่ไปถึงน้ำมีกำลัง เหมือนเสือขังเข้าถึงดงก็คงร้าย อันแม่ทัพจับได้แล้วไม่ฆ่า ไปข้างหน้าศึกจะใหญ่ขึ้นใจหาย ต้องคำรับจับให้มั่นคั้นให้ตาย จะทำภายหลังยากลำบากครัน." ประเพณีตีงูให้หลังหัก เขาไม่ทำกันครับ
BRICS กับ ประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยมีความร่วมมือในกรอบทวิภาคีและพหุภาคีรวมถึงมีความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนกับประเทศต่างๆในกลุ่ม BRICS ที่สําคัญ ดังนี้ ไทย-จีน ได้แก่การทํา ASEAN-China FTA ในกรอบพหุภาคีความร่วมมือในกรอบทวิภาคีต่างๆ เช่น แผนพัฒนาระยะ 5 ปีระหว่างไทย-จีน (พ.ศ.2555-2559) ภายใต้ความตกลงการขยายความร่วมมือทวิภาคีทางเศรษฐกิจและการค้าในเชิงกว้างและเชิงลึกระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและ ราชอาณาจักรไทย, แผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย – จีนฉบับที่ 2 (2555 – 2559) ไปจนถึงกลไกในรูปแบบของคณะทํางานระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลท้องถิ่นต่างๆของจีนในระดับมณฑลเป็นต้น ไทย-อินเดีย อยู่ระหว่างการเจรจา FTA ระหว่างกัน ซึ่งขณะนี้สินค้าจํานวน 83 รายการมีภาษีเป็นศูนย์แล้ว นอกจากนี้อินเดียยังเป็นตลาดใหม่ที่สําคัญที่สุดของไทย โดยในปี 2554 อินเดียเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 16 ของไทยและเป็นอันดับที่ 1 ของไทยในเอเชียใต้โดยระหว่างปีพ.ศ. 2552-2554 มูลค่าการค้ารวมไทย-อินเดียมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไทย-รัสเซีย รัสเซียเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกและกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States : CIS) ซึ่งมูลค่าการค้ารวมไทย-รัสเซีย ระหว่างปีพ.ศ. 2552 -2554 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไทย-บราซิล ทั้งสองประเทศได้มีการลงนามความตกลงทวิภาคีทางการค้าระหว่างกัน ซึ่งในปีพ.ศ. 2554 ทั้งไทยและบราซิลต่างเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของกันและกันในอาเซียน และลาตินอเมริกา (แทนที่สิงคโปร์) ไทย-แอฟริกาใต้ แอฟริกาใต้เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในทวีปแอฟริกาและเป็นตลาดส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดของไทยในอนุภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้นอกจากนี้ในปี 2554 แอฟริกาใต้ยังเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในกลุ่มอาเซียนอีกด้วย จะเห็นได้ว่ามูลค่าการค้ารวมของไทยกับประเทศต่างๆในกลุ่ม BRICS มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหาก ASEAN สามารถดําเนินความร่วมมือกับกลุ่ม BRICS ได้เป็นผลสําเร็จก็จะส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนของไทย ทําให้สามารถที่จะส่งออกสินค้าต่างๆ ที่มีศักยภาพตามตารางข้างต้น ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมไปยังประเทศต่างๆในกลุ่ม BRICS ได้มากขึ้น อย่างไรก็ดีรัฐบาลไทยควรกําหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน รวมถึงเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศในกลุ่ม BRICS ให้มากยิ่งขึ้น โดยอาศัยกลไกความร่วมมือภายใต้กรอบทวิภาคีและพหุภาคีที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาพรวมด้านเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน ของประเทศรวมถึงเป็นการแสวงหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพให้กับภาคธุรกิจและเอกชนของไทยแทนกลุ่มประเทศ EU และสหรัฐฯ ที่กําลังประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจและการเงินอยู่ในขณะนี้
ไทยกับAIIB สำหรับจุดยืนของไทยเกี่ยวกับธนาคาร AIIB นั้นเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 เมื่อนายสมหมายภาษีรัฐมนตรีคลังบินไปลงนามในบันทึกความเข้าใจในการจัดตั้งธนาคารดังกล่าว ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นการลงนามล่วงหน้าร่วมกับรัฐมนตรีคลังมาเลเซีย และฟิลิปปินส์ (พิธีลงนามอย่างเป็นทางการมีขึ้นในวันที่ 24 ต.ค. 57) ล่าสุด ม.ร.ว.ปรีดิยาธรเทวกุลรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เห็นชอบให้ผู้แทนไทยสามารถแจ้งมูลค่าการสมทบเงินของประเทศไทยในการจัดตั้งธนาคาร AIIB โดยจะทยอยชำระปีละ 1.9 พันล้านบาท เป็นเวลา 5 ปี ก่อนที่จะพิจารณาว่าจะมีการชำระเงินเพิ่มหรือไม่ในระยะต่อไป ทั้งนี้มูลค่าการสมทบของไทยนั้นคิดตามขนาดของจีดีพี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1.42% ของขนาดจีดีพีรวมของทั้ง 57ประเทศสมาชิกก่อตั้ง คิดเป็นมูลค่าราว 1.42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 4.72 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ต้องชำระเบื้องต้น 9.45 พันล้านบาท ส่วนการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกก่อตั้งธนาคาร AIIB นั้น ก็เพื่อเป็นการเพิ่มแหล่งเงินทุนให้กับประเทศไทยในการนำมาใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนตามความต้องการพัฒนาระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ในประเทศไทยในระยะ 5 – 10 ปีนับจากนี้
เส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) ในยุคสีจิ้นผิง - เมื่อเอ่ยถึงคำว่า เส้นทางสายไหม(Silk Road) ภาพของคาราวานสินค้าจีนที่ขนส่งไปแลกเปลี่ยนซื้อขายในต่างแดน ก็คงจะปรากฏขึ้นในความคิดของหลายท่าน และน่าจะเป็นภาพของการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมีความพอใจ ไม่มีใครเอาเปรียบใครมากจนเกินไป มีภาพของความสุขและรอยยิ้มของผู้คนที่อยู่ต่างวัฒนธรรม ซึ่งมีโอกาสจับจ่ายและสัมผัสสินค้าแปลกตาที่มาจากดินแดนแสนไกล ผ่านมาตามเส้นทางสายไหม นี่คงเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ท่านสีจิ้นผิง ผู้นำจีนคนปัจจุบันและทีมงานที่ปรึกษาของท่าน ในการตัดสินใจเลือกใช้คำว่า “เส้นทางสายไหม” เพื่อใช้เป็น Soft Power ในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกของมังกรจีนที่แม้จะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่เคยเอาเปรียบหรือเป็นภัยคุกคามต่อประเทศอื่นใด เส้นทางสายไหมในประวัติศาสตร์จีนมีหลายแนวเส้นทางขนส่งสินค้า หนึ่งในนั้น ก็คือ ช่องทางการค้าผ่านมาทางทะเลจีนใต้ ลงมายังช่องแคบมะละกา ผ่านภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าสู่มหาสมุทรอินเดียและเชื่อมต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง ทวีปแอฟริกาและยุโรป ซึ่งเรียกว่า “เส้นทางสายไหมทางทะเล” (Maritime Silk Road) โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ซ่ง นับเป็นยุคที่การค้าเส้นทางสายไหมทางทะเลเจริญรุ่งเรืองที่สุดของจีน มาถึงยุคนี้ พ.ศ.นี้ ท่านสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนได้หยิบยกคำนี้ขึ้นมากล่าวถึงอีกครั้ง ในระหว่างการเดินทางทัวร์ประเทศอาเซียนช่วงปลาย ปี 2013 โดยได้กล่าวว่า "เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ หนึ่งในเขตสำคัญของเส้นทางสายไหมทางทะเล จีนพร้อมที่จะเพิ่มความร่วมมือทางทะเลกับอาเซียน" ผู้นำจีนคนนี้ยังได้เลือกที่จะกล่าวถึงเรื่องนี้ในระหว่างการเยือนอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศแกนนำ (ตัวจริง) ของอาเซียน และอินโดนีเซียไม่มีข้อขัดแย้งกับจีนในประเด็นพื้นที่ทับซ้อนในทะเลจีนใต้ ล่าสุด อินโดนีเซียยังได้พยายามเป็น “ตัวกลาง” ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททะเลจีนใต้ระหว่างจีน กับอีก 4 ประเทศในอาเซียน คือ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซียและบรูไน เมื่อผู้นำระดับสูงสุดของจีนส่งสัญญาณชัดเจนในเรื่องของการใช้เส้นทางสายไหมทางทะเล เพื่อเชื่อมโยงอาเซียน รัฐบาลมณฑลจีนที่เกี่ยวข้องก็ขานรับทันที โดยเฉพาะมณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) ได้มีการจัดประชุมฟอรั่มทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับ “เส้นทางสายไหมในศตวรรษใหม่” ขึ้นที่เมืองเฉวียนโจว มณฑลฝูเจี้ยน เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และประกาศความพร้อมที่จะผลักดันความร่วมมือเส้นทางสายไหมทางทะเลระหว่างมณฑลฝูเจี้ยนและภูมิภาคอาเซียนต่อไป เมืองเฉวียนโจว สถานที่จัดประชุมดังกล่าว ในประวัติศาสตร์จีนเคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ตั้งแต่ครั้งที่มาร์โคโปโล นักเดินเรือชื่อดังชาวอิตาลีได้เดินทางมาถึงจีนโดยผ่านเส้นทางสายไหมทางทะเล และต่อมา เขาได้ลงเรือที่เมืองเฉวียนโจวแห่งนี้ เพื่อเดินทางกลับไปยังเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ในขณะนี้ รัฐบาลฝูเจี้ยนได้ชูประเด็น “เส้นทางสายไหมทางทะเล” เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เมื่อปลายเดือนมีนาคม ผู้เขียนได้รับเชิญให้บินไปยังมณฑลฝูเจี้ยน เพื่อร่วมวงเสวนากับผู้บริหารระดับสูงของจีนพร้อมกับท่านทูตและท่านกงสุลใหญ่จากหลายประเทศในอาเซียนที่ประจำอยู่ในประเทศจีน เพื่อร่วมกันหารือทิศทางและรูปธรรมของความร่วมมือจีน-อาเซียนในการฟื้นฟูเส้นทางสายไหมทางทะเล ภายใต้หัวข้อเสวนา “Forging China-ASEAN Community of Common Destiny, Building a Maritime Silk Road of the 21st Century” โดยมีรัฐบาลฝูเจี้ยนเป็นโต้โผใหญ่ในการจัดงานเสวนาระดับสูงครั้งนี้ นักการทูตอาเซียนที่ร่วมวงหารือด้วย ส่วนใหญ่ให้การตอบรับและชื่นชมแนวคิดในการสร้างเส้นทางสายไหมทางทะเล เพื่อการเสริมสร้างมิตรสัมพันธ์ระหว่างอาเซียน-จีน ส่งเสริมการไปมาหาสู่และเร่งขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างกัน หลายคนเห็นพ้องกันว่า “เส้นทางสายไหมดังกล่าวจะช่วยเปลี่ยนทศวรรษแห่งยุคทอง (Golden Decade) ระหว่างจีนและภูมิภาคอาเซียนสู่การเป็นทศวรรษแห่งยุคเพชร (Diamond Decade)” ดังที่นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงของจีนได้เคยกล่าวไว้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2558ที่ผ่านมา ท่านหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ก็ได้กล่าวถึงแนวคิดนี้ในระหว่างพิธีเปิดการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติของจีน (NPC) โดยย้ำว่า “ควรเร่งพัฒนาเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21” ตามที่ริเริ่มโดยท่านสีจิ้นผิง จึงชัดเจนว่า ความพยายามในการสร้าง “เส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21” จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขยายผลประโยชน์ระหว่างจีนกับประเทศที่รายรอบจีนในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ แนวคิดนี้ยังสอดรับกับการผลักดันของผู้นำจีนในการจัดตั้งกองทุน China-ASEAN Maritime Cooperation Fund วงเงิน 3 พันล้านหยวน เพื่อสร้างความร่วมมือทางทะเลระหว่างจีนกับเพื่อนอาเซียน เช่น การวิจัยทางทะเลและปกป้องสิ่งแวดล้อม การเดินเรือเพื่อความปลอดภัย การเชื่อมโยงเส้นทางเดินเรือ การค้นหาและการให้ความช่วยเหลือ ตลอดจนการต่อสู้กับภัยคุกคามข้ามชาติ เป็นต้น โดยสรุป การผลักดันแนวคิด “เส้นทางสายไหมทางทะเล” ของผู้นำจีน จึงเป็นการใช้ Soft Power เพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกของจีนและเพื่อกระตุ้นกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอาเซียน โดยเน้นด้านความร่วมมือทางน่านน้ำ ซึ่งมองว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดี และน่าจะช่วยลดความร้อนแรงของปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับบางประเทศในอาเซียนลงได้บ้าง อย่างไรก็ดี ในการผลักดันแนวคิดเส้นทางสายไหมทางทะเลให้เกิดขึ้นได้จริง แต่ละประเทศที่เกี่ยวข้องควรที่จะร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การพัฒนาโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคและระบบการขนส่งในการเชื่อมต่อท่าเรือสำคัญของแต่ละประเทศ การพัฒนาเครือข่ายท่าเรือที่ทันสมัย และการทำข้อตกลงทางทะเลร่วมกัน เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการเชื่อมโยงท่าเรือเหล่านั้นต่อไป Tags : ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/574835
คงเครียดมั้งค่ะ จัดให้เลย 1. FAA ประกาศลดมาตรฐานสายการบินของไทยไปอยู่ประเภทที่ 2 แล้ว 2. สถานการณ์ค้ามนุษย์ของไทยปีนี้ (พ.ศ.2558) โดยไทยคงอยู่ในระดับต่ำสุด หรือประเทศที่มีปัญหาการค้ามนุษย์รุนแรงที่สุด หรือ Tier 3 ประเทศที่ไม่สนับสนุน ปฎิบัติ ดำเนินการสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำ ตามกฎหมายคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ และไม่มีความพยายามแก้ไข http://www.thaipost.net/?q=faaลงดาบไทย-เขี่ยอยู่ประเภท2 http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9580000085411
รีบจัดเลยนะค่ะ สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย แล้วทำรายได้ให้ได้ด้วย ไม่ใช่เข้าร่วม แต่เป็น ตือ ให้เขาเชือด ธุรกิจ การบริหาร เศรษฐกิจระหว่างประเทศ นะ เป็น ใหม เป็น ใหม ดูผล การทำรถไฟจีน รับรอง อีก 3 ปี รู้เรื่องกันแน่ ว่าจะ แจ๋ว หรือ เจ็บ อย่างไร ค่ะ
ทำเป็น และยังทำอยู่แต่เจ้าเดิมก่อปัญหาให้เยอะ ก็ต้องใช้เวลาหน่อย สถานการณ์ค้ามนุษย์ก็จัดการอยู่ เพียงแต่ต้องเซ็น TPP แบบมาเลเซียเท่านั้น
ก็แสดงว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงน่ะสินู๋ ชาวบ้านเขารู้ตั้งนานแล้วนี่ ขออะไรใหม่ๆ กว่านี้หน่อยสิ ลุงจะได้ชื่นชม
“FAA” ประกาศลดมาตรฐานสายการบินของไทยไปอยู่ประเภทที่ 2 แล้ว เชื่อส่งผลกระทบความเชื่อมั่นภาพรวมแน่ “สมคิด” แนะใช้วิกฤติรื้อใหญ่กรมการบินพลเรือน เอกชนจี้ “ประยุทธ์” ลงมาลุยจริงจัง เตรียมลุ้น 10 ธ.ค.อีกรอบ ชี้หาก EASA ปรับลดหายนะแน่ เมื่อช่วงค่ำวันอังคาร สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (FAA) ได้ประกาศลดมาตรฐานการกำกับดูแลหน่วยงานการบินของประเทศไทย จากประเภทที่ 1 (Category 1) เป็นประเภทที่ 2 (Category 2) ส่งผลให้สายการบินของไทยที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินของไทยจะไม่สามารถเพิ่มเที่ยวบินเข้าประเทศสหรัฐได้จนกว่าจะแก้ไขข้อบกพร่องสำเร็จ และระหว่างนี้สหรัฐจะไม่สนับสนุนในการทำข้อตกลงทำการบินร่วม (โค้ดแชร์) กับประเทศที่ถูกจัดอยู่ในประเภทที่ 2 รวมทั้งจะตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้น เมื่อเครื่องบินลงจอดที่สนามบินในสหรัฐ ซึ่งขณะนี้ไม่มีสายการบินไทยที่เข้าน่านฟ้าสหรัฐ เพราะสายการบินไทยได้ยกเลิกเส้นทางบินกรุงเทพฯ-โซล-ลอสแอนเจลิสแล้ว นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในเรื่องนี้ว่า การปรับลดจะส่งผลให้สายการบินไทยไม่สามารถบินเข้าสหรัฐได้ ซึ่งในเชิงธุรกิจนั้นไม่เกิดผลเสียหาย เพราะการบินไทยไม่ได้มีเส้นทางบิน แต่มีสายการบินพันธมิตรที่รองรับธุรกิจได้ แต่ในมุมของความเชื่อมั่นและความรู้สึกนั้นถือว่ามีปัญหามาก ว่าทำไมธุรกิจการบินของไทยถึงถูกปล่อยปละละเลย และเกิดผลเสียหายเช่นนี้ได้ “ถึงเวลาที่ใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาสในการรื้อระบบการทำงานของกรมการบินพลเรือนใหม่ทั้งหมด เพื่อให้การทำงานทางการบินของไทยมีมาตรฐาน และแข็งแกร่งเพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติได้เห็นถึงการเป็นศูนย์กลางทางด้านการบินของไทยได้” นายสมคิดกล่าว แหล่งข่าวจากการท่าอากาศยานกล่าวว่า ผลการปรับลดครั้งนี้ไม่มีนัยกระทบต่อด้านเศรษฐกิจ แต่อาจกระทบในเรื่องของความเชื่อมั่นในภาพรวม เพราะตอนนี้ไทยติดธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ดังนั้นต้องเร่งแก้ไขและปลดล็อกธงแดง เพราะเป็นผลที่กระทบอุตสาหกรรมการบินโดยตรง และประเด็นที่ FAA ท้วงติงข้อบกพร่องนั้นก็เหมือนกับของ ICAO ดังนั้นหากไทยปลดล็อกธงแดงได้ ก็จะแก้ไขข้อบกพร่องอื่นๆ ได้เช่นกัน แหล่งข่าวจากผู้ประกอบธุรกิจการบินมองว่า แม้การปรับลดระดับมาตรฐานจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสายการบินที่จะบินตรงไปสหรัฐ แต่อาจเกิดผลกระทบทางอ้อม ทำให้เที่ยวบินจากสหรัฐ ยุโรปหรือหลายๆ ประเทศที่บินเข้าไทย และต้องต่อเครื่องในไทยไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆ อาจไม่มั่นใจสายการบินที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของไทย “สิ่งที่ต้องจับตามองคือ สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหภาพยุโรป (EASA) ที่จะประกาศผลการตรวจสอบในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ EASA หากประกาศผลออกมาสอดคล้องกับ FAA เชื่อว่าจะมีผลโดยตรงต่อเที่ยวบินจากไทยที่จะบินเข้าประเทศต่างๆ ในยุโรป โดยเฉพาะสายการบินไทย ส่วนสำนักงานการบินพลเรือนของออสเตรเลีย (CASA) และสำนักการบินพลเรือนของญี่ปุ่น (JCAB) รวมทั้งสำนักงานการบินพลเรือนประเทศเกาหลี ก็ต้องดูว่าองค์กรเหล่านี้จะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับสายการบินของไทยที่ต้องบินเข้าประเทศเหล่านี้บ้าง”แหล่งข่าวระบุ แหล่งข่าวบอกว่า หากดูตัวอย่างอินโดนีเซีย จะพบว่าหลังจาก FAA ประกาศลดมาตรฐานเป็นประเภทที่ 2 ได้ประกาศห้ามเที่ยวบินของอินโดนีเซียบินเข้าประเทศในกลุ่มยุโรปทันที และต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะปลดล็อกได้ ดังนั้นผลที่จะเกิดขึ้นกับไทยต้องจับตาดูท่าทีแต่ละประเทศต่อจากนี้ด้วย นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย ปฏิเสธออกความเห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจะเลวร้ายขนาดไหน โดยระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของประเทศ และในฐานะผู้ประกอบการสายการบิน อยากฝากไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องเข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการปลดล็อกธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศไทย (ICAO) “คงยากประเมินว่าผลตามมาจะเลวร้ายมหาศาลขนาดไหน แต่มีผลแน่นอน ดังนั้นถึงเวลาที่นายกฯ ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง รวมถึงการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศก็ต้องยอม เพราะเจ้าหน้าที่กรมการบินพาณิชย์ (บพ.) เดิมต้องยอมรับว่ามีข้อจำกัด“ นายธรรศพลฐ์กล่าว และว่า การแก้ไขปัญหาด้านการบินในขณะนี้ ยังขาดผู้มีอำนาจตัดสินใจอย่างเด็ดขาด แม้จะมีศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน (ศบปพ.) ที่มี พล.อ.อ.ตรีทศ เอกสนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เป็นประธานก็ตาม เพราะอำนาจโดยตรงอยู่ที่กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานด้านการบิน ดังนั้นการดำเนินการสั่งการต่างๆ จึงไม่เต็มที่ นายหลุยส์ จูเนีย มอเซอร์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบิน (AOC) กล่าวว่า ผลกระทบคงไม่รุนแรงมากนัก เพราะสายการบินต่างๆ ยังทำการบินได้ แต่อาจถูกจำกัดในเรื่องการเพิ่มเที่ยวบิน หรืออาจถูกตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น และคงไม่ถึงขั้นประกาศสั่งห้ามเที่ยวบินทำการบินเข้า-ออก แหล่งข่าวจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงเย็นวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ผู้บริหารการบินไทยมีกำหนดนัดหมายประชุมคณะกรรมการบริหาร และคาดว่าจะมีการหารือในเรื่องนี้พร้อมประเมินสถานการณ์เพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น.
ทั้ง ลุง อาวุโสโอเค ทั้งหนู JSN แหกตาดูวันที่ก่อน อย่ามโน มากนะค่ะ อิ อิ อิ “FAA” ประกาศลดมาตรฐานสายการบินของไทยไปอยู่ประเภทที่ 2 แล้ว เชื่อส่งผลกระทบความเชื่อมั่นภาพรวมแน่ “สมคิด” แนะใช้วิกฤติรื้อใหญ่กรมการบินพลเรือน เอกชนจี้ “ประยุทธ์” ลงมาลุยจริงจัง เตรียมลุ้น 10 ธ.ค.อีกรอบ ชี้หาก EASA ปรับลดหายนะแน่ แหล่งข่าวจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงเย็นวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ผู้บริหารการบินไทยมีกำหนดนัดหมายประชุมคณะกรรมการบริหาร และคาดว่าจะมีการหารือในเรื่องนี้พร้อมประเมินสถานการณ์เพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น.
บอกแล้วครับป้า รัฐบาลก่อนมันชอบมีพวกส.ส.บินฟรีกันเยอะ จนกระทั่งเงินแทบหมด สั่งซื้อเครื่องบินที่ไม่เหมาะสม ก็แบบนี้นี้แหละครับ แหม ชอบสร้างปัญหาให้คนอื่นเข้ามาแก้เรื่อยเลยนะป้า ยิ่งแถป้ายิ่งเสียนะ ป้า
ย้ำอีกครั้งนะป้า สายหารบินมันไม่ได้มาตรฐานหรือมาตรฐานตกนะป้า FAA เขาลดตรงมาตรฐานสายการบินนะป้า ป้าโพสต์เอง ป้าไม่อ่านเหรอ สมคุดบอกจะรื้อกรมการบินพลเรือน เพราะอันนี้ก็ถูกจับตา เพราะสายการบินไม่ได้มาตรฐาน ยิ่งแถยิ่งโง่นะป้า เงิบแล้ว อย่าถ่อยนะป้า
"ประยุทธ์" พลิกวิกฤติ FAA ลดเกรดบินไทย ชี้จังหวะเหมาะยกเครื่องแก้ไขทั้งระบบ โดย MGR Online 2 ธันวาคม 2558 05:59 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โฆษกรัฐบาลเผยไทยเข้าใจ FAA ลดระดับมาตรฐานการบินไทยพลเรือนเป็น CAT 2 เชื่อไม่กระทบรายได้เจ้าจำปี นายกฯชี้เป็นโอกาสดีให้ยกเครื่องทั้งระบบ กำชับทุกหน่วยเดินหน้าเต็มสูบแต่จะไม่ตั้งเงื่อนเวลาบีบคนทำงาน วันนี้(2ธ.ค.) พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณี องค์กรการบินพลเรือนของสหรัฐอเมริกา หรือ FAA (Federal Aviation Administration) ประกาศลดระดับมาตรฐานการบินพลเรือนไทยจาก category 1 เป็น category 2 ซึ่งหมายถึงอยู่ในบัญชีเฝ้ามองและห้ามเครื่องบินของไทยบินตรงเข้าสหรัฐอเมริกา รวมทั้งขยายเส้นทางการบินเพิ่มว่า เป็นเรื่องที่รัฐบาลเข้าใจและยอมรับผลการพิจารณา เแม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะพยายามปรับปรุงในหลายเรื่องเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานทั้งขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) และของ FAA แต่ต้องยอมรับความจริงว่า บางประเด็นไม่สามารถดำเนินการได้ทัน อาทิ การจัดหาเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่ทำหน้าที่ออกใบอนุญาตนักบินพานิชย์ให้ตรงตามแบบของเครื่องบิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา "เชื่อว่า การประกาศของ FAA ครั้งนี้จะยังไม่ส่งผลกระทบใด ต่ออุตสาหกรรมการบินพลเรือนของไทย เพราะปัจจุบัน สายการบินของไทยไม่มีเที่ยวบินตรงไปยังสหรัฐอเมริกาแล้ว หลังจากที่การบินไทยได้ยกเลิกเที่ยวบินตรงไปยัง LA. เมื่อประมาณสองเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการประกาศของ FAA อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการบินพลเรือนไทยและอาจทำให้บางประเทศออกมาตรการหรือกำหนดเงื่อนไขต่อการบินพลเรือนของไทยในอนาคต" พลตรีสรรเสริญ กล่าวต่อว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นว่าสถานการณ์นี้ถือเป็นจังหวะและโอกาสอันสำคัญ ที่จะยกเครื่องการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือนทั้งระบบ เพื่อสร้างมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับ สร้างความเชื่อมั่นให้กับการบินของประเทศไทย และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ผู้โดยสารทุกคน "ท่านนายกรัฐมนตรี รับทราบแนวโน้มของผลการประเมินมาระยะหนึ่งแล้ว และได้สั่งการให้รวบรวมข้อสังเกตและพิจารณาของทั้ง ICAO และ FAA เข้าไว้ด้วยกันและให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการแก้ไขไปพร้อมกันทุกประเด็น รวมทั้งให้หน่วยงานทุกภาคส่วนทำงานอย่างจริงจัง ให้ถือเป็นภารกิจสำคัญของชาติที่จะต้องตั้งใจแก้ไขให้ลุล่วง ท่านนายกฯต้องการให้ทุกอย่างเรียบร้อยโดยเร็ว แต่ก็จะไม่ตั้งเงื่อนไขเวลามาเป็นตัวกดดันคนทำงาน เพราะการตั้งเงื่อนเวลาที่ไม่อาจเป็นไปได้จริงก็ไม่ต่างอะไรกับการหลอกตัวเอง สู้เอาพลังนั้นมาทำงานอย่างจริงจังตรงไปตรงมาจะดีกว่า" พลตรีสรรเสริญ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาปัญหามาตรฐานการบินพลเรือนของไทยถูกปล่อยปละละเลยมานาน ผลัดวันประกันพรุ่งในการแก้ไขมาโดยตลอด จนอาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการบินและการขนส่งทางอากาศลำดับต้นๆของภูมิภาคเอเชียในอนาคต แต่รัฐบาลจะพยายามทุกวิถีทางที่ถูกต้องเหมาะสมเพื่อให้ประเทศไทยรักษาความสามารถในการแข่งขันนี้เอาไว้ต่อไป ที่มา http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9580000133053 ลุงก็เข้าใจนะนู๋ ตามเช็ดอุจจาระขี้ข้าแม้วก็ยากแบบนี้แหละ
อย่าแถไปแถมานะป้า เหตุมันมาจากสายการบินนะป้า อ่านหนังสือให้ออกหน่อยนะป้า ดังนั้นมันคือเรื่องเดียวกันนะป้า ยิ่งแถยิ่งโง่อ่ะป้า
http://thaipublica.org/2015/07/faa/ มาตรฐานการบินพลเรือนของไทย เหมือนมาตรฐานการจัดการ ทำนองนั้นเหละค่ะ พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการตรวจสอบมาตรฐานการบินขององค์การบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐฯ (FAA) ที่เข้ามาตรวจสอบระหว่างวันที่ 13-17 ก.ค. 2558 ว่า ผลการตรวจสอบออกมาคล้ายกับผลการตรวจสอบขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ที่พบว่าไทยมีบุคลากรไม่เพียงพอ และมีคุณสมบัติไม่ตรงกับเครื่องบิน แนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ยังขาดรายการปฏิบัติในบางเรื่อง เช่น ขาดความทันสมัย ไม่มีความครบถ้วน และการตรวจติดตามผลไม่ครบถ้วน เนื่องจากบุคลากรไม่เพียงพอ หากประเทศใดถูกจัดอันดับอยู่ใน Category 2 สายการบินของประเทศนั้นจะไม่สามารถเพิ่มเที่ยวบินเข้าสหรัฐฯ อ่านแล้วตรอง ก็รู้เรื่อง ค่ะ รออะไรคะ ข้อมูลมันจบด้วยตัวมันเองแล้วค่ะ
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9580000133053 เรื่องเดียวกันยังไง เจ้าหนู การจัดหาเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่ทำหน้าที่ออกใบอนุญาตนักบินพานิชย์ ให้ตรงตามแบบของเครื่องบิน หน้าที่สายการบินเหรอ สมง สมอง ใช้บ้าง JSN JSN เมา โมหะ แถอยู่นั่นเหละ ค่าาาาาาาา
เครื่องมือหากินของไอ้กัน สอบ cert มาตรฐานการรักษาความปลอดภัย ระบบเครื่องไม้เครื่องมือ ดันไม่มีทางเลือกในการคานอำนาจตรงนี้ ยอมรับว่าระบบในไทยหละหลวมมานานมาก เช้าชามเย็นชามไม่ปรับปรุงตั้งแต่ยุคไอ้แม๊ว เอื่อยเฉื่อยเฉยชาก็ยุคยิ่งลักษณ์เพราะไม่ทำอะไรทำอะไรไม่เป็น
ใครดูแลสายการบิน อยู่สายการบินอยากเปิดก็เปิดเลยเหรอ มันเกี่ยวเนื่องกันหมด ป้าเข้าใจมั้ย สมองมีไว้ใช้ครับป้า อย่าแถเมาโทสะ เมาโมหะอยู่ได้ ป้า เลิกมโนเถอะ ยิ่งแถยิ่งโง่นะป้า ป้าไม่จบเรื่องของป้าแล้วนะ ว่างๆแวะไปช่วยนายเวรตอบหน่อยนะ อย่ามัวแต่กดไลค์เพราะเค้าจะหาว่าควายแดงนั้นโง่ไม่อ่านหนังสือให้ดีแบบป้า ที่แถไปทั่วแบบนี้
เชิญป้ามั่วตามสบายเลยนะ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000088435 เปิดข้อมูล ส.ส.บินฟรีร้อยล้าน ไร้ระบบตรวจสอบ “เยี่ยวปนฝน” http://www.posttoday.com/politic/299865 คสช.ยกเลิกบอร์ดบินไทยนั่งเครื่องฟรี.... อ่านด้วยนะ จะได้ไม่ยิ่งแถยิ่งโง่ ให้คนเขาตลกขบขัน
อีหนู Nook มันมีปัญหาก็คงไม่ต้องเถียงกันหรอก ยุคไหนว๋ะที่เปิดสายการบินเสรี จนประเทศเป็นเหมือนทางผ่านของสายการบินเน่า ๆ ไปแล้ว แต่อย่าเว่อร์ สะใจกับความชิบหายของประเทศจนเกิน คนสมองดี ๆ เค้าคิดกัน... เจอศึกหนัก! FAA ประกาศลดอันดับการบินของประเทศไทย สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ หรือว่า FAA ได้ประกาศลดอันดับการบินของประเทศไทยจากประเภทที่ 1 ให้เป็นประเภทที่ 2 เนื่องจากมาตรฐานการบินของประเทศไทย ไม่ได้ มาตรฐานขององค์การการบินพลเรือน เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมาสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกา แถลงการณ์ว่าจะปรับลดอันดับมาตรฐานความปลอดภัยของสายการบินไทย จากประเภท1ให้มาเป็นประเภทที่ 2 แต่อย่างไรก็ตามการจัดมาตรฐานครั้งนี้ ไม่มีผลกระทบกับเครื่องบินของไทยที่บินไปยัง ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เคยมีอยู่แล้วนั้น แต่ไม่อนุญาติให้เปิดเส้นทางการบินใหม่ เมื่อเดือนตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา FAA ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของสายการบินไทย พบว่าการทำงานของสายการบินไทยไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ให้เวลา 65 วันในการแก้ไขปัญหาที่เจอ การประกาศปรับลดอันดับลงในครั้งนี้ ได้เกิดขึ้นหลังจากมีการหารือร่วมกับรัฐบาลไทย ที่ได้ข้อสรุปไปเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2558ที่ผ่านมา http://www.kanomjeeb.com/news-details.php?item=2915
ใครอยากเห็นความย่อยยับค่ะ แต่คนทำไร้ฝีมือ โทษลม โทษ ฝน คนข้างนอกมาอ่าน เดี๋ยวเขาสรุปเองว่า ใครพูดความจริง ใคร แถ ใครสมอง ตี๊ดดดด เดียว นะ ฝันดีนะค่ะ
CPF เข้าไปลุยแล้ว ผลิตไก่ครบวงจร หมู และนม มูลค่าการลงทุนกว่าสองหมื่นล้าน จะเริ่มจำหน่ายปีหน้า ตุรกีสนใจจะรับหมูซักชิ้นมั๊ย
อ้าวพาดพิงซะงั้น ร้อนตัวอีกทำไม ผมพูดตอนไหนว่านังปูโง่พูด หญ้าแพรกก็ว่าไปอย่าง http://www.oknation.net/blog/acobaticman/2011/11/02/entry-2 เอ้า ปรบมือรัว รัว ให้ ป้านู๊กกกกกกกกกหน่อยยยยยยยยยยยยยยยยย