น่าคิดนะครับว่าถ้าเกิดรัฐบาลบอกจะแก้กฏหมายโอนเงิน สสส มาใช้กับสามสิบบาททั้งหมด คราวนี้ประเด็นสามสิบบาทถังแตกจะเป็นยังไง นักหนังสือพิมพ์ ผู้สื่อข่าว จะว่ายังไง ด่ารัฐบาลว่าไม่ควรไม่เหมาะสม ก็แสดงว่าไม่รักสามสิบบาทไม่รักคนจน
เอาตรงๆ ถ้าไม่อคติเกินไป สสส. ก็ถือว่าทำงานได้ผลนะครับ ถ้าไม่นับรวมเรื่องใช้งบผิดวัตถุประสงค์บางอย่าง ลดทั้งจำนวนผู้สูบบุหรี่แล้วดื่มเหล้าได้เยอะเหมือนกัน http://thaipublica.org/2015/05/thaihealth-2015/ ปี 2556 ประเทศไทยมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันดับที่ 40 ของโลก โดยมีปริมาณ 13.59 ลิตร/คน/ปี http://www.thairath.co.th/content/325460 ปี 2557 ประเทศไทยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเป็นอันดับที่ 78 ของโลก เฉลี่ย 7.1 ลิตรต่อคน http://www.bangkokbiznews.com/mobile/view/news/620838
555 ทราบครับ แค่สงสัยเรื่องสามสิบบาทมันจะไปไม่ไหว เหล่าฐานันดรที่สี่ก็น่าจะรู้เพราะอยู่กับข้อมูล แต่เล่นงับข่าวขยายความจ้องเล่นความขัดแย้ง เลยเสนอแนวว่าถ้าตัวเองเสียประโยชน์ ข่าวเดียวกันจะเสนอกันยังไงมุมไหน
เรื่องอื่นอาจเป็นได้ แต่เรื่องนี้ ผมไม่ถือว่าเป็น"ปัญญาชนแห่งสยาม" แต่เป็น"ผู้มีอคติแห่งสยาม" ---------------------------------------------------------------------- เอาเผด็จการคืนไป เอาบัตรทองคืนมา คสช. ซึ่งปกครองบ้านเมืองด้วยอคติ ด้วยอวิชชา หากถือว่าตัวมีอำนาจจะทำอะไรก็ทำได้ น่าเศร้าที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนี้ก็เป็นหุ่นเชิดให้รัฐบาล คสช. โดยไม่ไยดีกับการประกันสุขภาพถ้วนหน้าของคนไทยเอาเลย ถ้ารัฐบาลนี้ไม่เปลี่ยนมติในเรื่องดังกล่าว พวกเราต้องรวมตัวกันขับไสไล่ส่งรัฐบาลให้ปลาสนาการไปจากอำนาจด้วยวิถีทางของสันติประชาธรรม ส. ศิวรักษ์.... อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/social/think/406943
ติดตามกระทู้นี้นะครับ มันส์ดีเหมือนกัน ข้อสรุปของผมก๊คือ... คนที่ชื่อ Adam Smith แก failed อย่างแรง ญี่ปุ่นบอก ค่ารักษาพยาบาลควรให้ประชาชนร่วมจ่าย เมกันบอก ควรมีระบบประกันสุขภาพทึ่จะช่วยทุกคนในยามเจ็บป่วย อ้าวเฮ้ย แต่ละคนต้องทำดีที่สุดเพื่อตัวเองไม่ใช่เหรออออออออ... แต่ที่ทำให้ทึ่งสุด ๆ คือ คนที่กินเหล้าเมายาไม่ใช่ความรับผิดชอบของคนๆนั้นนะครับ แต่ต้องโทษไอ้คนรวยที่เป็นเจ้าของบริษัทเหล้าเบียร์ โหยยย... มันเอาส้นตีนอะไรคิดวะเนี่ย
อึ้ง! นักแม่นปืนอเมริกันชื่อก้อง ถูกยิงดับคาสนามยิงปืน 39,650อ่าน เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม ขอขอบคุณภาพประกอบจาก news.com.au เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ สำนักข่าวบีบีซีนิวส์ รายงานว่า นายคริส ไคล์ วัย 38 ปี อดีตนายทหารหน่วยซีลของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นสไนเปอร์มือหนึ่งของกองทัพ และผู้เขียนหนังสือ "อเมริกัน สไนเปอร์" ถูกยิงตาย พร้อมกับ แชด ลิตเติลฟิลด์ เพื่อนของเขา ในสถานฝึกซ้อมยิงปืนในรัฐเทกซัส รายงานระบุว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่สนามฝึกซ้อมยิงปืนภายในโรงแรมและรีสอร์ต ลอดจ์ ครีก เมืองเกลน โรส โดยประมาณ 17.00 น. เจ้าหน้าที่พบศพ นายคริส ไคล์ และนายแชด ลิตเติลฟิลด์ ส่วนคนร้ายถูกควบคุมตัวได้ในอีก 5 ชั่วโมงถัดมา ทราบชื่อภายหลังว่านายเอ็ดดี เรย์ เราธ์ วัย 25 ปี อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ ซึ่งเดินทางไปฝึกซ้อมยิงปืนร่วมกับผู้ตาย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยแรงจูงใจในการก่อเหตุ แต่กล่าวเพียงว่า เราธ์มีอาการของโรคซึมเศร้า จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นายคริส ไคล์ และนายแชด ลิตเติลฟิลด์ พานายเราธ์ไปที่สนามยิงปืน เพื่อจะช่วยบรรเทาอาการกดดันและหลอนทางจิตใจหลังกลับจากสนามรบ (PTSD-post-traumatic stress disorder) แต่นายเราธ์กลับยิงคนทั้งสองเสียชีวิต ทั้งนี้ สำหรับ นายคริส ไคล์ อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยซีลของกองทัพสหรัฐฯ เจ้าของฉายา เดอะ เดวิล ผู้ได้รับยกย่องจากกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) ให้เป็นพลแม่นปืน หรือ สไนเปอร์ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยสถิติยิงปลิดชีพศัตรูมากกว่า 150 ศพ ตลอดระยะเวลาการรับใช้กองทัพสหรัฐร่วม 1 ทศวรรษ ซึ่งรวมถึงการออกรบในอิรัก 4 ครั้ง โดยฝีมือการลั่นไกอันแม่นยำของไคล์เป็นที่น่าหวั่นเกรงอย่างมาก จนทำให้กองทัพอิรักถึงกับประกาศตั้งค่าหัวเขาเป็นเงินถึง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6 แสนบาท) และหลังปลดประจำการ ไคล์ใช้เวลาในการเขียนหนังสืออัตชีวประวัติ และถ่ายทอดชีวิตของสไนเปอร์ ในชื่อ "อเมริกัน สไนเปอร์" ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ด้วยการติดอันดับหนึ่งในหนังสือขายดีที่สุดของร้านหนังสือหลายแห่งในสหรัฐฯ เป็นระยะเวลานาน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา ไคล์ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซีนิวส์ โดยมีประโยคหนึ่งที่น่าสนใจว่า เขามั่นใจว่าผู้ที่เสียชีวิตจากกระสุนของเขาทุกคน ล้วนเป็นคนเลวหรือศัตรู และไม่ว่าเขาจะจากโลกนี้ไปเมื่อใด แน่นอนว่าเขามีเรื่องต้องสารภาพบาปกับพระเจ้ามากมาย แต่ไม่ใช่เรื่องนี้อย่างแน่นอน
ถ้าเทียบกันแล้วของไทยนี่สวรรค์เลย และถ้าอ่านเนื้อข่าว ผมเข้าใจว่าที่แพทย์ญี่ปุ่นทำอย่างนี้เพราะเซฟตัวเองไม่ให้โดนฟ้อง http://www.posttoday.com/life/life/407036
คาดแล้วไม่ผิด สุดท้ายต้องมาแนวคิดแบบขึ้นภาษีมาโป๊ะโครงการนี้จริงๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตรียมตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อเสนอปรับบัตรทอง พร้อมยืนยันไม่มีการยกเลิกสิทธิ์บัตรทอง และให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข มีการประชุมสรุปข้อเสนอคณะกรรมการจัดทำแนวทางเพื่อระดมทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพ มี นายแพทย์สุวิทย์ วิบูลย์ผลประเสริฐ เป็นประธาน และนายอัมมาร สยามวาลา เป็นที่ปรึกษา เสนอต่อ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อพิจารณาหาแนวทางที่เหมาะสมในการทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐยั่งยืนต่อไป โดยใช้เวลาในการนำเสนอและพิจารณาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุข ยืนยันไม่มีการยกเลิกระบบบัตรทอง แต่เพื่อความยั่งยืนต้องมีการปรับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง นายแพทย์สุวิทย์ ระบุว่า ได้เสนอปรับบัตรทองโดยต้องระดมงบประมาณเพิ่มขึ้นในระบบ เนื่องที่ผ่านมารายจ่ายสุขภาพทั้งหมดยู่ที่ร้อยละ 4.6 ของจีดีพี รัฐรับภาระร้อยละ 80 คิดเป็นร้อยละ 17.5 ของงบประมาณแผ่นดิน โดยร้อยละ 11 ถูกใช้ในงบประมาณระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐทุกระบบรวมกัน คณะกรรมการฯจึงเสนอแนวทางจากระบบภาษีและการร่วมจ่าย ณ จุดใช้บริการ แต่ต้องไม่ร่วมจ่ายในบริการที่มีผลกระทบต่อคนอื่น เช่นการรักษาโรคติดต่อ / มีระบบที่ปกป้องผู้มีรายได้หรือฐานะทางสังคมต่ำ หรือผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือมีค่าใช้จ่ายสูง ให้มีการร่วมจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ในกรณีที่ใช้บริการที่มีความสะดวกพิเศษ / มีกลไกป้องกันมิให้คนที่มีรายได้สูงไม่ดึงเอาทรัพยากรด้านสุขภาพที่มีจำกัดไปจากคนกลุ่มอื่น ๆ และ ต้องมีระบบการกระจายเงินที่เก็บได้ไปยังสถานพยาบาลอื่น ๆ อย่างเหมาะสม ขณะที่การเก็บจากระบบภาษี จะเก็บเพิ่มจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นหลัก หรือพิจารณาภาษีเฉพาะอื่น ๆ เช่น ภาษีธุรกรรมทางการเงิน / โดยมีกลไกรับรองว่า ภาษีที่เก็บเพิ่มมาจะเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ